บ้านป่าบุก

หมู่บ้านบ้านป่าบุก

ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

หมู่บ้านบ้านป่าบุก เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใน ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน มีประชากรอาศัยอยู่ 385 คน 90 หลังคาเรือน อาชีพหลักของชาวบ้านที่นี่คือการเกษตรและเย็บผ้าพื้นเมืองส่งขายตามร้านค้าและตลาดในลำพูน

เมื่อ 10 กว่าปีก่อน เคยมีการระบาดของโรคไข้เลือดออกระบาดและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจในหมู่บ้าน มีชาวบ้านล้มป่วยจำนวนมาก ผู้นำชุมชนคือพ่อหลวงสนั่น สมจันทร์ มองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการจัดการสิ่งแวดล้อมที่ไม่ดีในหมู่บ้าน ทำให้เกิดการเพาะพันธุ์ของยุงลาย ขณะที่การกำจัดขยะครัวเรือนและใบไม้ใบหญ้าด้วยการเผาก็ทำให้เกิดปัญหามลภาวะทางอากาศ พ่อหลวงจึงเริ่มรณรงค์ให้ชาวบ้านเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม

“หมู่บ้านเราเคยเป็นเจ้าของสถิติการระบาดของไข้เลือดออกสูงมากที่สุดหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัด ผมจึงเริ่มเอาจริงกับการกำจัดขยะของชุมชนและออกมาตรการห้ามเผามาตั้งแต่ปี 2549” พ่อหลวงสนั่นเล่า

มาตรการรักษาความสะอาดและลดขยะของพ่อหลวงสนั่นนั้นมีต้นแบบมาจากวัดป่าบุกที่เป็นศูนย์กลางของชุมชน หลังจากทำได้ 2 ปี จำนวนของผู้ติดเชื้อไข้เลือดออกก็ลดลงมาเหลือแค่ 0.01% ของประชากรในหมู่บ้าน

พ่อหลวงสนั่น สมจันทร์ ริเริ่มการจัดการสิ่งแวดล้อมภายในหมู่บ้านเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกที่เกิดจากขยะ “เราเริ่มให้คนหันมาสนใจเรื่องสิ่งแวดล้อม ลดขยะจากงานบุญต่าง ๆ ทั้งที่วัดและที่บ้าน อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้คนในชุมชนรีไซเคิลขยะ และจำแนกขยะประเภทต่าง ๆ แล้วนำไปขาย ปี 2550 เราเปิดกองทุนหมู่บ้านโดยให้ชาวบ้านนำเงินที่ได้จากการขายขยะมาออม ถึงวันนี้เราสะสมได้เป็นล้านบาทแล้ว และดอกเบี้ยที่ได้ก็นำไปใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลของคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน” พ่อหลวงอธิบาย

ชาวบ้านยังคงช่วยกันลดขยะและรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องและยังเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ จนบ้านป่าบุกได้รับการขนานนามว่าเป็น “หมู่บ้านปลอดขยะ” ที่ไม่มีการใช้พลาสติกหรือโฟม และได้รับหลายรางวัล ทั้งหมู่บ้านตัวอย่างในระดับประเทศ รางวัลนวัตกรรมจัดการขยะชุมชน และหมู่บ้านตัวอย่างประจำจังหวัด แต่ละปีมีกลุ่มบุคคลต่าง ๆ มาศึกษาดูงานที่บ้านป่าบุกมากถึง 250-300 คณะต่อปี

บิณฑบาตรักษ์โลก

กิจกรรมหนึ่งที่ทำให้หมู่บ้านป่าบุกดังไปทั่วไปประเทศคือ การที่พระวัดป่าบุกเข็นตู้กับข้าวบิณฑบาต เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกใส่อาหาร

การเข็นตู้กับข้าวไปบิณฑบาตของพระวัดป่าบุกเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หรือก่อนที่จะมีการตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางทั้งหมู่บ้านเสียอีก โดยจุดเริ่มต้นนั้นเกิดจากการที่พระสังเกตเห็นว่าการใส่บาตรในช่วงเช้าของทุกวันก่อให้เกิดขยะมากมายจากถุงพลาสติก อีกทั้งปริมาณอาหารที่ได้ก็มีมากเกินไปจนบางครั้งฉันไม่หมดจนต้องแจกจ่ายหรือไม่ก็เน่าเสีย

จากการปรึกษากับคนในชุมชน ทุกคนเห็นตรงกันว่า การใส่บาตรไม่ควรสร้างขยะโดยไม่จำเป็น พระวัดป่าบุกจึงได้ประกอบ “ตู้กับข้าว” ขึ้น และเข็นไปรับบิณฑบาตจากชาวบ้าน โดยเตรียมภาชนะไปถ่ายอาหารจากชาวบ้านด้วย

ตู้กับข้าวของวัดป่าบุกยังช่วยควบคุมปริมาณอาหารสำหรับการรับบาตรในแต่ละวันให้พอดีต่อการฉันด้วย

“วัดเรามีพระประจำวัดแค่ 2 รูป ครั้นจะให้รับอาหารจากคนทั้งหมู่บ้านก็คิดว่าจะมากเกินความจำเป็น เราเลยคุยกันว่า จะมีการแบ่งสายการบิณฑบาตรออกเป็น 5 สาย โดยทำการเดินสายละวัน แต่ละวันจะรับอาหารไม่เกิน 10 อย่างเพื่อเป็นอาหารเช้าและอาหารเพลของพระ และเป็นอาหารประจำวันของเด็กวัด” พระสมุห์ณัฐธีร์ สุขวฑฒโก อธิบาย

ทุกวันก่อนออกบิณฑบาตร เด็กวัดจะตีฆ้องส่งสัญญาณให้ชาวบ้านเตรียมตัว จากนั้นก็จะเข็นตู้กับข้าวที่มีจานชามอยู่ข้างใน เมื่อชาวบ้านนำอาหารมาใส่บาตร เด็กวัดก็ถ่ายอาหารจากภาชนะของชาวบ้านมาใส่ภาชนะของวัด ส่วนข้าวหรือข้าวเหนียวจะห่อด้วยใบตองก่อนนำใส่ลงไปในบาตรของพระ

เมื่อมีงานบุญใหญ่ที่วัด ชาวบ้านจะนำถุงผ้ามาใส่อาหาร ส่วนของที่นำมาถวายพระก็จะใส่มาในไม้ไผ่สานหรือภาชนะที่ทำจากใบตอง ชุดถวายสังฆทานของชาวบ้านที่นี่ก็ไม่ได้เป็นของใช้บรรจุถังพลาสติกเหมือนที่อื่น แต่เป็นต้นไม้ใส่กระถางมาแทน

“เราลดขยะได้จริงและยังเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้วัดได้อีก อาตมาโตมากับวิถีชีวิตแบบนี้ และชาวบ้านทุกคนก็ทำแบบนี้จนติดเป็นนิสัยไปแล้ว เราจึงเป็นหมู่บ้านปลอดขยะได้อย่างไม่ยากนัก” พระสมุห์ณัฐธีร์ กล่าว

ขยะจากงานบุญ

ก่อนจะเริ่มใช้มาตรการลดขยะ พ่อหลวงสนั่นสำรวจว่ากิจกรรมใดของหมู่บ้านที่ก่อให้เกิดขยะมากที่สุดและพบว่ากิจกรรมนั้นก็คือ “งานศพ” ที่มีทั้งขยะจากพวงหรีด อาหาร และปราสาทจำลองซึ่งสร้างจากโฟมและไม้ไผ่ที่จะเผาไปพร้อมกับศพตามธรรมเนียมของชาวเหนือ ตลอดจนขยะที่เกิดจากของถวายพระต่าง ๆ

พ่อหลวงบอกว่าขยะจากงานศพมีน้ำหนักรวมกันแล้วน่าจะถึงหลายร้อยกิโลกรัมต่องาน

“เวลาทำอาหารเลี้ยงแขกของชาวเหนือ เราก็ต้องจัดอาหารแบบขันโตก โดยมีอาหารอย่างน้อย ๆ 3 อย่าง พร้อมข้าว ถึงแม้จะมาแค่คนเดียวหรือสามคน เราก็จัดอาหารเต็มโตก อาหารที่รับประทานไม่หมดเราก็ต้องทิ้ง ไหนจะพวงหรีด ไหนจะปราสาทที่สร้างเอาไว้เพื่อเผาอีก” พ่อหลวงสนั่นอธิบาย

เมื่อได้ข้อมูลแล้ว พ่อหลวงก็เริ่มพูดคุยกับชาวบ้านถึงวิธีลดขยะในชุมชนและขอให้ปรับพฤติกรรมเพื่อช่วยลดขยะที่เกิดจากพิธีกรรมต่าง ๆ

นางสายสุภาพ มณีกรรณ์ ชาวบ้านป่าบุกเล่าถึงเส้นทางการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของชาวบ้านว่า ช่วงแรก ๆ ชาวบ้านก็ไม่เห็นด้วยเพราะมันขัดประเพณีและความเชื่อของพวกเขา

“อย่างเช่น ปราสาท ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นที่อยู่ของผู้ล่วงลับที่เขาจะนำติดตัวไปอีกภพภูมิหนึ่งด้วย ถ้าเราไม่เผาให้พร้อมกับศพ วิญญาณเขาก็จะไม่มีที่อยู่ แต่พระสมุห์ณัฐธีร์เข้ามาแนะนำว่าเราควรจะนำเงิน 20,000 บาทที่ใช้สร้างปราสาทและเผาไปมาซื้อของที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เช่นเต็นท์ผ้าใบ” นางสายสุภาพกล่าว

“นอกจากนี้ เราได้ปรับวิธีการเลี้ยงข้าวแขกที่มางานด้วย โดยเปลี่ยนจากขันโตกเป็นกับข้าวหรือาหารที่จัดให้แขกมาตักรับประทานแบบบุพเฟ่ต์ เช่น ราดหน้าหรือข้าวราดแกง ใครไม่พอก็ค่อยมาตักใหม่ ทำให้อาหารไม่เหลือทิ้ง ส่วนเศษอาหารก็เปลี่ยนสภาพเป็นปุ๋ยหมัก”

หลังจากผ่านไปสักระยะ ชาวบ้านต่างก็ให้ความร่วมมือมากขึ้น และยินยอมที่จะปรับประเพณีและความเชื่อเพื่อลดปริมาณขยะให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

ถ้าใครมีโอกาสไปงานศพที่วัดป่าบุกก็จะได้เห็นความแตกต่าง เช่น แทนที่แขกทุกคนจะต้องจุด จุดธูปเพื่อไหว้ศพ ทางวัดจะจุดธุปใหญ่เพียงดอกเดียวหน้าศพ งดใช้ดอกไม้สดในการตกแต่งโลงศพและศาลา ส่วนพวงหรีดดอกไม้ก็เปลี่ยนเป็นพวงหรีดต้นไม้หรือพวงหรีดพัดลม

สายสุภาพอธิบายเพิ่มเติมว่าชาวบ้านมีโครงการเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “แหล่งที่ว่าง สร้างอาหาร” ที่ส่งเสริมให้ทุกหลังคาเรือนนำที่ดินเปล่าในบริเวณบ้านของตัวเองไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่แค่ไหน มาทำเป็นแปลงปลูกผักหมุนเวียน ตามฤดูกาล เพื่อส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกผักบริโภคกันเอง

“ถ้าเราไม่ต้องซื้อผักจากข้างหมู่บ้านมา เราก็จะไม่มีขยะ แล้วพืชสวนครัวต่าง ๆ ที่เราปลูกกันเองนอกจากนำมารับประทานได้แล้ว เรายังเอาเมล็ดพันธุ์ไปแบ่งให้เพื่อนบ้านได้ปลูกกันต่ออีกด้วย”

สารวัตรขยะ

หลังจากได้เห็นพ่อหลวงและผู้ใหญ่ในหมู่บ้านลดขยะกันจริงจัง เด็ก ๆ ในหมู่บ้านก็เกิดนึกสนุกและอยากมีส่วนร่วมด้วย

ปี 2556 ด.ญ. ฐิตาภัสร์ หรือ “ไอติม” จึงก่อตั้งกลุ่ม “สารวัตรขยะ” ขึ้นเมื่อปี 2556 โดยชักชวนเด็ก ๆ ในชุมชนมารวมกลุ่มเพื่อทำสาธารณะประโยชน์ในวันหยุด

สารวัตรขยะของหมู่บ้านป่าบุกจะรวมตัวกันทุก 9 โมงเช้าวันอาทิตย์เพื่อขี่จักรยานตระเวนเก็บขยะทั่วหมู่บ้าน ขยะที่ได้จะนำมารวมกันแล้วคัดแยกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ พลาสติก กระดาษ ขวดแก้ว และขยะอันตราย

ขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้วจะนำไปพักไว้ที่ “ตลาดรีไซเคิล” ของหมู่บ้าน ซึ่งในวันที่ 5 ของทุกเดือนจะมีรถมารับซื้อขยะไปรีไซเคิล ส่วนขยะอันตรายจะส่งมอบให้ทางเทศบาลไปกำจัด เงินที่ได้จากขายขยะจะนำไปฝากไว้ในกองทุนของหมู่บ้าน

ที่มา : เวปไซด์ข่าวสด

https://www.khaosod.co.th/bbc-thai/news_2869354

ต.แม่แรง อ.ป่าซาง จ.ลำพูน

คลิกเพื่อขอเส้นทาง